วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เครื่องมือในการทอผ้ามัดลายมัดหมี่


กี่ทอผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งอีกอันหนึ่ง ลักษณะของกี่จะมีโครงสร้างเป็นรูปสี่แหลี่ยมประกอบด้วยเสาหลัก 4 เสา มีไม้ยึดติดกันเป็นแบบดั้งเดิมที่ยังนิยมใช้อยู่ กี่ทอผ้าจะประกอบไปด้วย


1. ไม้เหยียบหูก คือ ไม้ไผ่ลำขนาดเล็กยาวประมาณ 1 เมตร ผูกโยงกับตะกอหรือเขาสำหรับเหยียบเพื่อบังคับการสลับขึ้นลงของเครือเส้นด้ายยืน โดยปกติจะมี 2 อันสำหรับการทอแบบสองตะกอ แต่ถ้าเป็นการทอผ้าแบบสามตกกรอก็จะมี 3 อัน และถ้าเป็นการทอผ้ายกดอกพื้นฐาน


2. ไม้แป้นหูก คือ ที่นั่งของผู้ทอ


3. ฟืม คือ ส่วนที่ใช้กระทบให้ด้ายที่ทอเข้ากันแน่นมีลักษณะเป็นแผ่นซึ่งรวมเอาไม้เล็ก ๆ ถี่ ๆ เข้ากันเป็นช่อง ๆ ระหว่างช่องเหล่านี้ได้ใช้สำหรับสอดด้ายยืนทั้งหมด


4. เขาหรือตะกอ คือ ลักษณะเป็นกรอบไม้ทำหน้าที่แยกด้ายยืนออกเป็นหมู่ ภายในทำด้วยลวดหรือซี่โลหะเล็ก ๆ มีรูตรงกลางสำหรับร้อยด้ายยืนหรือเรียกว่าสืบด้ายยืนตะกอที่ใช้สืบด้ายยืนตะจ้องมีอย่างน้อย 2 ชุด ถ้าเพิ่มชุดตะกอมากขึ้นก็จะสามารถทดสลับลวดลายได้มากขึ้น

เขาหูก คือ ส่วนที่ใช้สอยด้ายเป็นเส้นยืนสำหรับแยกเส้นยืนออกเป็น 2 ฝ่าย เพื่อที่จะพุ่งกระสวยเข้าหากันได้สะดวกเขาหูกมีอยู่ 2 อัน แต่ละอันเวลาสอดด้ายก็ต้องสอดสลับกันไปเส้นหนึ่งเว้นเส้นหนึ่ง ที่เขาหูกนี้จะมีเชือกผูกแขวนไว้กับด้ายบนโดยผูกเชือกเส้นเดียว สามารถจะเลื่อนไปไหนมาไหนก็ได้ส่วนล่างยังมีเชือกผูกติดกับคานเหยียบ มีไว้เพื่อเวลาต้องการดึงด้ายให้เป็นช่องที่เหยียบคานเหยียบนี้ จึงดึงเขาหูกให้เลื่อนขึ้นลงได้ ถ้าหากต้องการทำลายก็ต้องใช้คานเหยียบหลายอัน เช่น


ลายสองไม้ใช้คานเหยียบ 4 อัน
ลายสามไม้ใช้คานเหยียบ 6 อัน
ถ้าเป็นลายขัดหรือลายธรรมดาใช้ไม้เหยียบ 2 อัน


5. ไม้ไขว้ คือ อุปกรณ์สำหรับจัดเส้นด้ายให้เป็นระเบียบ


6. ไม้ม้วนผ้า คือ ไม้ท่อนสี่เหลี่ยมที่ปลายสองข้างเสียบเข้าเดือดที่หลักไม้ด้านใกล้ผู้ทอเพื่อม้วนเก็บผ้าที่ทอเสร็จเรียบร้อยเอาไว้


7. ไม้หาบหูก คือ ไม้ไผ่กระบอกขนาดกลางยาวพาดคานไม้ เพื่อใช้ผูกเชือกโยงฟืมและรอกที่พยุงตะกอหรือเขาเอาไว้


8. เชือกฟืม คือ เชือกทำหน้าที่รัดคอกับคางฟืมให้พ้นหัวแน่นเข้า ใช้เชือกที่รัดนั้นโยงให้ลอยตัวเองอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้หลัก


9. เชือกเขา คือ เชือกพยุงตะกอ หรือเขา โดยผูกโยงกับไม้คานหูก


10. เส้นด้ายยืน คือ เส้นไหมที่ขึงในแนวตั้งในกี่ทอผ้า


ฟันหวี เป็นเครื่องมือทอผ้ามีลักษณะเป็นกรองสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำด้วยไม้หรือเหล็ก ขนาดกว้างประมาณ 14-16 เซนติเมตร ยาวประมาณ 90 – 105 เซนติเมตร ตรงกลางเป็นไม้ไผ่ซี่เล็ก ๆ คล้ายหวี ระยะระหว่างซี่จะห่างกันตามความต้องการแต่ละช่อง จะใช้สอดคล้องเส้นยืนเข้าไปหนึ่งเส้นเป็นการจัดเส้นด้ายยืนให้อยู่ห่างกันตามความละเอียดของเนื้อผ้า ฟืมจะเป็นตัวกระทบให้ได้เส้นพุ่งแนบขัดสานกับเส้นยืน
เพื่อให้ลายเนื้อผ้าติดกัน ฟืมที่มีซี่เป็นสามารถจัดซี่ได้ถี่และมีจำนวนซี่มากกว่าไม้ ที่มีขนาดเดียวกัน ผ้าที่อดจะเนื้อแน่นละเอียดและหนากว่า


ไม้ค้ำ เป็นอุปกรณ์ค้ำแยกเส้นยืนออกจากกัน เพื่อทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษได้ง่ายขึ้น ผู้ทอใช้ไม้ค้ำในการทอขิดและจก


ผังหรือธนู ทำจากซี่ไม้ไผ่ดัดโค้งที่ปลายทั้งสองด้านหุ้มเหล็กปลายแหลม เพื่อเสียบยึดกับริมผืนผ้า ช่วยขยายหน้าผ้าไว้ให้เท่ากันตลอด เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยขึงกำกับขนาดหน้าผ้าให้สม่ำเสมอ โดยผู้ทอจะขยับเลื่อนผัง หรือธนูตามขอบหรือริมผ้าที่ทอเสร็จไปเรื่อย ๆ


แปรงหวีเครือเส้นด้ายยืนหรือแปรงหวีหูก เป็นอุปกรณ์ในการหวีเครือเส้นด้ายยืน เพื่อจัดระเบียบเส้นใยมิให้พันกันยุ่งขณะทอผ้า แต่ให้เรียงตัวเป็นระเบียบ โดยเฉพาะการทอไหมจะทอได้สะกวดขึ้น

.

วิธีการทอผ้าลายมัดหมี่

การทอ คือ การนำด้ายสองชุดมาขัดกันหรือสานกันเป็นมุมฉาก เส้นด้ายที่เรียงขนานกันตามยาวแนวนอน เรียกว่า ด้ายยืน เส้นด้ายที่เรียงขนานกันตามแนวขวางเรียกว่าด้ายพุ่ง

ขั้นตอนในการทอผ้ามัดลายมัดหมี่

1) สืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะกอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลายเส้นด้ายทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่งปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ

2) เริ่มทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอเส้นด้ายยืน ชุดที่ 1 จะถูกแยกออกและเกิดช่องว่างสอดกระสวยด้ายพุ่งผ่านสลับตะกอ ชุดที่ 1 ลงยกตะกอชุดที่ 2 ขึ้น สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับทำสลับกันไปเรื่อย ๆ

3) การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ก็จะกระทบฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าไม่ลวนหลวม

4) การเก็บม้วนผ้า เมื่อทอได้พอประมาณแล้วจะม้วนเก็บในแกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ให้เหมาะสม ระยะเวลาการทอผ้ามัดลายมัดหมี่ ตั้งแต่ขั้นเตรียมการจนสำเร็จเป็นผืน ใช้เวลาแต่ละขึ้นตอนแตกต่างกัน ดังนี้
- การเตรียมเส้นยืน ใช้เวลาประมาณ 15 – 20 วัน เฉลี่ยวันละ 3 – 4 ชั่วโมง
- การเตรียมเส้นพุ่ง ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 วัน เฉลี่ยวันละ 3 – 4 ชั่วโมง

การทอเริ่มตั้งแต่การพุ่งกระสวย จากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งพร้อมทั้งจัดความเป็นระเบียบทอผ้าได้ความยาว 15 เมตร ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 เดือน

การทอผ้ามัดลายมัดหมี่ ต้องใช้ความละเอียดลออ และพิถีพิถันมาก เมื่อพุ่งกระสวยครั้งหนึ่งก็ต้องดูว่าตรงดอก ตรงลายที่มัดไว้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ต้องจัดให้ตรงแล้วจึงเริ่มทอต่อไปได้ การทอผ้าลายมัดหมี่แต่ละชิ้นนั้นต้องใช้เวลาและความประณีต จัดเรียงเส้นด้ายให้สม่ำเสมอคงที่ และทอเรียงตามลำดับก่อนหลัง เพื่อให้เกิดลวดลาย สวยงาม ถูกต้องตามความต้องการ งานฝีมือของ นางสุก กาฬภักดี ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ฝึกหัดทำลองผิดลองถูก มาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนปัจจุบันอายุ 70 ปี จึงนับว่าเป็นฝีมือและปัญญาของตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งมีผลงาประดิษฐ์ผ้ามัดลายมัดหมี่ เช่น ขิดลายพริก มัดหมี่ลายขอคำเดือน มัดหมี่ลายขอน้อย มัดหมี่ลายหัวปลาทู มัดหมี่ลายกระแตยองตอ มัดหมี่ลายกาบ ขิดลายมะลอด ลายกาบ ลายขอใหญ่ผสมลายขิด ลายขอดาน ลายขอแอก ลายขอแอก/ลายต้นสน ลายต้นสน ลายพญานาค/ขิดดอกจัน ลายหัวใจ


.

ขั้นตอนหลังการผลิต

นางสุก กาฬภักดี ได้ผลิตผ้าทอลายมัดหมี่ติดต่อกันมามากกว่า 50 ปี ปัจจุบันแม้จะมีอายุมากขึ้น ก็ยังสามารถผลิตผ้าทอลายมัดหมี่ได้ โดยผ้าที่ทอขึ้นมาได้นำไปใช้ ดังนี้

- เป็นเครื่องนุ่งห่มในครอบครัว
- แบ่งปันให้ลูกหลาน
- แบ่งปันให้ญาติมิตรของสามี และญาติพี่น้องของตนในเทศกาลต่าง ๆ
- ถวายเป็นสังฆทานอุทิศให้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว
- ส่วนที่เหลือจะจัดเก็บไว้ใช้ ไม่ได้จำหน่าย


.

วัตถุประสงค์ของการผลิต

การทอผ้ามัดลายมัดหมี่ของ นางสุก กาฬภักดี เป็นการทอเพื่อการใช้ในครัวเรือน และสำหรับเครือญาติเท่านั้น


.

ประโยชน์และหน้าที่ใช้สอย

ใช้ตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่ม เช่น ชุดทำงาน ชุดไปทำบุญและร่วมงานประเพณีต่าง ๆ เป็นกระเป๋า ถุงย่าม ใช้เป็นผ้าถุงนุ่งอาบน้ำ ใช้เป็นเปลสำหรับให้เด็กนอนในสมัยโบราณ ทำเป็นของที่ระลึก

.

ผลงานในกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

การทอผ้าของชุมชนหมู่บ้านหนองฉนวน เป็นการทำในลักษณะต่างคนต่างทำเพื่อใช้ในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็จะขาย ไม่มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม ลักษณะการทอส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้าย ๆ ของ นางสุก กาฬภักดี เพราะมีการรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ


.